แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2 3
1

- ติดต่อขอรับ Catalogue สินค้า 2017-2018 กรุณาลงชื่อ และที่อยู่ไว้ได้ค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่จัดส่งให้ค่ะ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ กรุณาฝากเบอร์ โทรศัพท์ไว้ด้วยนะคะ
- สามารถ Download Catalogue สินค้า 2017-2018 (แบบเต็ม) ได้ที่นี้  [ Download ]
แบบแยก
- Price-list [ Download ]
- Science-Show [ Download ]
- Physics [ Download ]
- Biology [ Download ]
- Chemistry [ Download ]
- Environmental [ Download ]
- Neulog [ Download ]
- Carolina [ Download ]
- Nasco [ Download ]
- สินค้ามหิดล [ Download ]

*** หมายเหตุ : ราคาใน Catalogue จะเริ่มใช้ 1 ก.พ. 60 เป็นต้นไป

2

- ติดต่อขอรับ Catalogue สินค้า 2016-2017 กรุณาลงชื่อ และที่อยู่ไว้ได้ค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่จัดส่งให้ค่ะ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ กรุณาฝากเบอร์ โทรศัพท์ไว้ด้วยนะคะ
- สามารถ Download Catalogue สินค้า 2016-2017 ได้ที่ http://file.gammaco.com/cattalog/CATTALOG-SCIENCE-2016-2017.pdf ขนาด 66.7 MB

3
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=_Q_JF9yLaYQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=_Q_JF9yLaYQ</a>

วิทยาศาสตร์ ป.4 - ป.6
มาตราฐาน
ว 5.1
ว 8.1
เมื่อกระจก กับไฟฉาย กลายเป็นสื่อการสอนที่มีพลังและเปลี่ยนเรื­่องยากให้ง่ายในการสอนเรื่องมุมตกกระทบ และมุมสะท้อนของแสง ด้วยการประยุกต์ใช้ที่ไม่ธรรมดาของครูเฉลิ­มชัย วัดเข้าหลาม แห่งโรงเรียนราชวินิต แถมมันยังทำให้ลำแสงที่มีลักษณะฟุ้งกระจาย กลายเป็นเส้นตรงอย่างกับเส้นแสงในหนังสือเ­รียนได้ด้วย ดูสื่อวิทย์สอนสนุก ชุด เส้น-แสง ทแยงมุม นี้แล้วรับรองว่าคุณก็ทำเองได้

โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีส­ารสนเทศ DLIT (Distance Learning Information Technology)
http://www.dlit.ac.th

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=_Q_JF9yLaYQ

4


คณิตศาสตร์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาความคิดอย่างสร้างสรรค์
มีเหตุผล และมีระเบียบแบบแผน นอกจากเป็นทักษะสำคัญในการดำรงชีวิตแล้ว
ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย

และเพื่อการปลูกฝังทักษะทาง คณิตศาสตร์ อย่างสร้างสรรค์ และสนุกสนาน LEGO Education บริษัทผลิตสื่อการเรียนการสอนชั้นนำ
ภายใต้แบรนด์ของเล่นสร้างเสริมจินตนาการระดับโลกอย่าง The LEGO Group
ได้เปิดตัวสื่อการเรียนการสอน MoreToMath 1-2
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 พร้อมชุดหลักสูตร
ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมกว่า 48 บท และโปรแกรม MathBuilder
ที่สามารถทำงานคู่กับ Active Board
ที่จะทำให้ห้องเรียนสนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผ่านการจัดกิจกรรมตามหลัก 4C Approach จาก LEGO Education

เพราะ รอยยิ้ม และ ความสนุกสนาน ของผู้เรียนนั้น สำคัญไม่น้อยไปกว่า
ความเข้มข้นของเนื้อหา ^____^

วันนี้ สื่อการเรียนการสอน MoreToMath พร้อมแล้ว
ที่จะเป็นผู้ช่วยให้แก่คุณครูทุกท่าน
ในการสร้างสรรค์ห้องเรียนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายขายประจำท้องที่ หรือ แผนกการตลาดและสินค้าพิเศษ
โทร: 02-459-4731-8
e-mail: lego@gammaco.com


ขอขอบคุณข้อมูลข่าวสารจาก
http://www.weareteachers.com/blogs/post/2015/05/20/build-better-math-lessons-with-lego-education-moretomath


5

ร่วมยินดี กับ “Story  Starter” และ “ LEGO Education Mindstorm EV3” ที่ได้รับรางวัลจากงาน “GESS Education Award 2015”

      บริษัท แกมมาโก้ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ ผู้จัดจำหน่าย LEGO Education ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ขอแสดงความยินดี กับสื่อการเรียนการสอน “Story Starter” ที่ได้รับรางวัล “Best Primary Resource” หรือสื่อการเรียนการสอนระดับระดับประถมศึกษายอดเยี่ยม และสื่อการเรียนการสอน “LEGO Education Mindstorm EV3” ที่ได้รับรางวัล “Best Secondary Resource” หรือสื่อการเรียนการสอนระดับมัธยมยอดเยี่ยม ในประเภท Gulf Educational Supplies & Solution) จากงานประกาศรางวัล GESS Education Award ที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูง และมีประโยชน์ต่อผู้เรียนอีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในห้องเรียนได้จริงอีกด้วย  โดยงานประกาศรางวัลดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต
       คุณนุสบา  สมพานิช LEGO Specialist ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับสื่อการเรียนสอน Story Starter ว่า “Story Starter เป็นสื่ออุปกรณ์ที่ดึงดูดเด็ก ๆ ในห้องเรียนให้รักวิชาด้านภาษาศาสตร์มากยิ่งขึ้น เป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนมีความสนุกสนาน แต่ยังแฝงไปด้วย เนื้อหาสาระและความรู้มากมาย”
      คุณยศวิญญ์   ฟักพันธ์ LEGO Specialist ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอน “LEGO Education Mindstorm EV3” ว่า  “นับเป็นสื่อการเรียนการสอนเชิงบูรณาการที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เนื่องจากสามารถตอบสนองการเรียนรู้ได้หลากหลาย กลุ่มสาระวิชาเช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ   ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษาได้เป็นอย่างดี”

6

ชุดสาธิตปฏิกริยาไฟฟ้าเคมี

       นักวิจัย มจธ. คิดวิธีใหม่ใช้เซลล์ไฟฟ้าเคมีจับโปรตีนบนลายนิ้วมือแฝง เพิ่มความคมชัดบนวัตถุพยานแบบโลหะ ตอบโจทย์กองพิสูจน์หลักฐาน ช่วยตำรวจชี้ตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ถูกลง เพียงประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์พื้นฐานตอบโจทย์ความต้องการจริง
       
       ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อมารับโทษตามกฏหมายในปัจจุบัน พยานหลักฐานที่มีความสำคัญที่สุด คือ ลายนิ้วมือ เพราะเป็นหลักฐานที่สามารถนำมาพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เพราะมนุษย์แต่ละคนจะมีลายรอยนิ้วมือที่แตกต่างกัน และไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่เกิดจนตาย โดยแบ่งรอยนิ้วมือที่พบในที่เกิดเหตุได้เป็น 2 ประเภท คือ ลายนิ้วมือที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า และรอยนิ้วมือที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
       
       ผศ.ดร.เขมฤทัย อธิบายว่า ลายนิ้วมือที่สามารถมองเห็นได้เกิดจากนิ้วมือที่เปื้อนสีหมึกหรือเลือดไปสัมผัสกับวัตถุจนเกิดเป็นร่องรอยทำให้มองเห็นลายนิ้วมือได้ชัดเจน ในขณะที่ลายนิ้วมืออีกประเภทหนึ่งซึ่งสังเกตด้วยตาได้ไม่ชัด เกิดจากคราบเหงื่อ และคราบไขมันที่ถูกขับออกจากต่อมเหงื่อ ซึ่งรอยนิ้วมือประเภทแบบสังเกตได้ไม่ชัดนี่เองที่เป็นรอยนิ้วมือส่วนมากที่พบในที่เกิดเหตุ จึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีตรวจหารอยนิ้วมือแบบไม่ชัดเจนด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ภาพรอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุปรากฏได้ชัดเจนที่สุด
       
       ปัจจุบันตำรวจจะใช้วิธีปัดผงฝุ่น ใช้ไอระเหยจากกาว และการแช่ในสารละลาย เพื่อให้รอยนิ้วมือที่ปรากฏอยู่บนหลักฐานประเภทโลหะจำพวกปลอกกระสุนปืน มีด พวงกุญแจ ลูกบิดประตูมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละวิธีต้องใช้ความชำนาญและวัสดุที่มีราคาค่อนข้างสูง จึงเกิดโจทย์วิจัยในการคิดค้นวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจหารอยนิ้วมือขึ้นบนวัตถุพยานประเภทโลหะ เจ้าของผลงานกล่าวถึงความเป็นมาของงานวิจัย
       
       "หลังจากคุยกับทางตำรวจแล้วก็ตั้งธงกับตัวเองว่าจะทำยังไงดีเพื่อให้รอยนิ้วมือชัดขึ้นด้วยแบบไม่ต้องใช้เงินมาก เลยมุ่งมาที่วิธีการเคลือบไฟฟ้า โดยใช้หลักการของเซลล์ไฟฟ้าเคมี เนื่องจากที่บริเวณรอยนิ้วมือแฝงจะมีโปรตีนซึ่งมีสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าอยู่ ทำให้เกิดภาพคอนทราสท์ระหว่างผิวโลหะและรอยนิ้วมือที่ทำให้สังเกตรอยนิ้วมือแฝงได้อย่างชัดเจน" ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
       
       ด้าน อวิกา แสงวิมาณ นักศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า เธอและผศ.ดร.เขมฤทัยร่วมกันคิดและพัฒนาวิธีการนี้เพียงแค่ 3 เดือน เพราะหลักการทำงานเป็นแค่เพียงการใช้เซลล์ไฟฟ้าเคมีง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนำเอาขั้วไฟฟ้าเฉื่อยมาต่อเข้ากับขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟฟ้า และนำเอาวัตถุพยานที่ต้องการตรวจหาลายนิ้วมือมาต่อเข้ากับขั้วลบ โดยให้ขั้วไฟฟ้าทั้งสองจะจุ่มอยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ และเมื่อจ่ายไฟฟ้าแก่เซลล์ไฟฟ้าเคมี ไอออนของโลหะที่อยู่ในสารละลายจะไปรับอิเล็กตรอนที่ขั้วลบบริเวณที่เป็นพื้นผิวของโลหะ
       
       อวิการะบุว่าข้อดีของวิธีการนี้คือ ภาพลายนิ้วมือที่ได้จะมีความคมชัด และจะชัดอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะถูกทำลายอย่างตั้งใจ อีกทั้งยังทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วในเวลาเพียง 1 นาทีจากวิธีเดิมที่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าที่ผลลายนิ้วมือจะปรากฎออกมาให้เห็น อีกทั้งยังใช้ต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ คืออยู่ที่ประมาณ 361 บาท ในขณะที่การใช้ผงแป้งมีราคาอยู่ที่ราวๆ 1,100 บาท
       
       "ความสำเร็จของงานวิจัยที่เราทำได้ทำให้ในขณะนี้ทางกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมนำงานวิจัยไปสานต่อเพื่อใช้จริงสำหรับการเก็บหลักฐานคนร้าย อีกทั้งยังได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ในระดับนานาชาติมาแล้วอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าพึงพอใจจากการนำองค์ความรู้ง่ายๆ ทางเคมีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง" ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าวทิ้งท้ายแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์


รอยนิ้วมือที่เกิดขึ้นจะไม่เลือนง่ายเหมือนวิธีตรวจสอบแบบเดิม


รอยนิ้วมือที่ปรากฏบนแผ่นโลหะ


ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)


อวิกา แสงวิมาณ นักศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. หนึ่งในทีมวิจัย(ขวา)

ที่มา : http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000147218
 

7

- ติดต่อขอรับ Catalogue สินค้า 2014-2015 กรุณาลงชื่อ และที่อยู่ไว้ได้ค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่จัดส่งให้ค่ะ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ กรุณาฝากเบอร์ โทรศัพท์ไว้ด้วยนะคะ
- สามารถ Download Catalogue สินค้า 2014-2015 ได้ที่ http://file.gammaco.com/cattalog/CATTALOG-SCIENCE-2014-2015.pdf ขนาด 148 MB

8

ความรู้อาเซียน (ASEAN) ที่คนไทยควรรู้....
AEC คืออะไร
AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) เป็นหนึ่งในสามเสาหลักเพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือการรวมตัวกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่


1.   ไทย
2.   สิงคโปร์
3.   อินโดนีเซีย
4.   มาเลเซีย
5.   ฟิลิปปินส์
6.   บรูไน
7.   เวียดนาม
8.   ลาว
9.   พม่า
10.   กัมพูชา

อาเซียน + 3 และอาเซียน + 6 คืออะไร?
อาเซียน + 3 คือ กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ 3 ประเทศนอกอาเซียน   
ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
อาเซียน + 6 คือ กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ 6 ประเทศ นอกอาเซียน
ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย


เพื่อให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน คล้ายกับกลุ่มประเทศ Euro Zone ซึ่งการรวมตัวกันรูปแบบนี้ จะทำให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้ามากขึ้น และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในภูมิภาคได้มากขึ้น ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนเองก็จะมีการส่งเสริมให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี โดยการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ที่จะถึงนี้

AEC กับ EU ความเหมือนที่แตกต่าง

เมื่อพูดถึง AEC หลายคนมักนำไปเทียบเคียงกับ EU หรือกลุ่มสหภาพยุโรป เนื่องจากทั้งสองอย่างเป็นการร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน แต่ในความเหมือนก็มีความต่างอย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายข้อ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สหภาพยุโรปมีการจัดตั้งองค์กรกลางที่มีอำนาจตัดสินใจแทนประเทศสมาชิกภายในขอบอำนาจที่กำหนด (Supra-National Authority) โดยการตัดสินใจขององค์กรกลางมีผลผูกพันประเทศสมาชิกและต้องปฏิบัติตาม ในขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนบริหารงานแบบอาศัยความร่วมมือกันระหว่าประเทศสมาชิก (International Co-operation) คือบรรลุเป้าหมายร่วมกันโดยใช้หลักฉันทามติ แต่ละประเทศจะมีฐานะเท่าเทียมกัน คงไว้ซึ่งอำนาจอนาธิปไตย และจะไม่ก้าวก่ายกิจการภายในประเทศระหว่างกัน

นอกจากความแตกต่างสำคัญที่กล่าวถึงด้านบนแล้ว AEC และ EU ยังมีความแตกต่างในด้านอื่นดั้งนี้


วิชาชีพที่เปิดเสรีในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


จากผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Agreements: MRAs) ให้มีการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรีใน 7 สาขาวิชาชีพ ได้แก่

• วิชาชีพที่เกี่ยวกับการรักษาหรือการแพทย์ (medical services)
• วิชาชีพที่เกี่ยวกับทันตกรรม (dental services)
• วิชาชีพพยาบาล (nursing services)
• วิชาชีพด้านวิศวกรรม (engineering services)
• วิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม (architectural services)
• วิชาชีพเกี่ยวกับการสำรวจ หรือนักสำรวจ (surveying qualification)
• วิชาชีพบัญชี (accountancy services)

ทั้งนี้ ได้มีการเสนอให้เพิ่มวิชาชีพด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวเข้ามาด้วย โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศได้ลงนามยอมรับข้อเสนอนี้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเทศไทยที่ยังไม่ได้ลงนาม เนื่องจากติดกรอบด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของอาเซียน
1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความช่วงเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และการบริหาร
2. เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
3. เพื่อเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
4. เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
5. เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการฝึกอบรมและการวิจัยและ
ส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจน
ปรับปรุงการขนส่งและคมนาคม
7. เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การความร่วมมือแห่ง ภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ
1.   อาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดไทยมากที่สุด – ประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเป็นเพื่อนบ้าน มีพรหมแดนติดกัน มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึง มีสินค้าและบริการที่สามารถเสริมซึ่งกันและกันได้ หรือมีสินค้าบริการที่คล้ายคลึงกันซึ่งหากสามารถร่วมมือกัน ก็จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งในด้านอำนาจการต่อรอง อันจะนำมาซึ่งการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจการค้าที่มีความสำคัญยิ่ง
2.   การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้เกิดในตลาดภูมิภาคขนาดใหญ่ – โดยสามารถนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมกับจุดแข็งประเทศไทย เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดในการผลิต ส่งออก และบริการ ซึ่งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรีมากขึ้น นอกจากนี้เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้ประเทศสมาชิกมีความเป็นปึกแผ่น และสร้างอำนาจในการต่อรองได้มากขึ้น
3.   ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนของไทย – เนื่องจากการผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นประชาคมอาเซียนจะก่อให้เกิดการยกเลิกหรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านภาษีหรือมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษีเนื่องจากประเทศสมาชิกจะแสวงหาความร่วมมือ เพื่อลดอุปสรรคต่างๆ เหล่านั้น รวมถึงอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
4.   ประชาคมเศรษฐกิจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เริ่มปรับตัวและเตรียมความพร้อม –กับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและใช้โอกาสที่เกิดจากการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะที่ไทยมีความพร้อมและมีขีดความสามารถและการแข่งขันสูง
5.   เสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการภายในประเทศ – จากการใช้ทรัพยากรในการผลิตร่วมกันและเป็นพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจ ระหว่างประเทศ จากการขจัดอุปสรรคในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก
6.   ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน – จากการดำเนินตามแผนงานในด้านการลดอุปสรรคทั้งด้านการค้าและการลงทุน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค

แหล่งที่มา:
http://www.aseanthai.net/asean-knowledge-detail.php?id=85   
http://www.dek-d.com/board/view/2777116/
http://www.education.dusit.ac.th/ASIAN/asian.html
http://www.ipsr.mahidol.ac.th/
http://www.mfa.go.th/asean/
http://www.trueplookpanya.com/new/aec

9
ข่าว / สะเต็มศึกษา (STEM Education) คืออะไร ?
« เมื่อ: มีนาคม 10, 2014, 08:31:34 AM »

สะเต็มศึกษา (STEM Education) คือ แนวทางการศึกษาที่ได้บูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์วิชาต่างๆเช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ความรู้ทางด้านวิศวกรรม และความรู้ด้านคณิตศาสตร์  รวมเข้าด้วยกัน
- Science เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry)
-Technology เป็นวิชาที่ว่าด้วยกระบวนการทำงานที่มีการประยุกต์ศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาใช้ในการแก้ปัญหา ปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ หรือความจำเป็นของมนุษย์
-Engineering เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อมาอำนวยความสะดวกของมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และกระบวนการทางเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นๆ
-Mathematics เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับการคำนวณ หรือ วิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาและต่อยอดทางวิศวกรรมศาสตร์

จุดเริ่มต้นของแนวคิด สะเต็มศึกษา (STEM EDUCATION)
เนื่องจากว่าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประสบปัญหาเรื่อง ผลการทดสอบ PISA ของสหรัฐอเมริกา ที่ต่ำกว่าหลายประเทศ และส่งผลต่อขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิศวกรรม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบาย ส่งเสริมการศึกษาโดยพัฒนา STEM Education ขึ้นมา เพื่อหวังว่าจะช่วยยกระดับผลการทดสอบ PISA (Program for International Student Assessment) และ TIMSS การทดสอบด้านคณิตวิทยาศาสตร์ระดับสากล (Trends in International Mathematics and Science Study)ให้สูงขึ้น และจะเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (21st Century skills) เช่น
1.   ด้านปัญญา ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหา
2.   ด้านทักษะการคิด ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการคิด โดยเฉพาะการคิดขั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ
3.   ด้านคุณลักษณะ ผู้เรียนสามารถมีทักษะการทำงานกลุ่มทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้นสะเต็มศึกษานั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการต่อยอดหลักสูตรโดยการบูรณาการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตรวมทั้งเพื่อให้สามารถพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต อีกทั้งวิชาทั้งสี่เป็นวิชาทีมีความสำคัญอย่างมากการกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งล้วนเป็นวิชาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความสามารถที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในโลกศตวรรษที่ 21

แนวทางการนำ STEM Education ในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ในประเทศไทย 
เพื่อการนำ STEM Education มาใช้ในประเทศไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึง การทำความเข้าใจ การศึกษาถึงแนวทางที่ถูกต้อง ผลการศึกษาวิจัยและองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย
โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จะสร้างศูนย์เรียนรู้นำร่อง 10 จังหวัด แต่ละจังหวัดจะมีจำนวน 3 โรงเรียน รวม 30 โรงเรียน ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานและวัดผลให้เป็นรูปธรรม และหลังจากนั้นจึงจะได้ขยายไปสู่วงกว้างต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่า โครงการ “สะเต็มศึกษา” เป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ ให้มีทักษะในการสร้างนวัตกรรม ที่จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แหล่งที่มา:
พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2556, เมษายน-มิถุนายน). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. วารสารนักบริหาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2,  หน้า49-56.
http://www.krusmart.com/stem-education-innovation-thailand/
http://lekratiporn.wordpress.com/2013/08/04/stem-education/
http://secondsci.ipst.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=331:stemeduworkshop&catid=19:2009-05-04-05-01-56&Itemid=34

10

- ติดต่อขอรับ Catalogue สินค้า 2013-2014 กรุณาลงชื่อ และที่อยู่ไว้ได้ค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่จัดส่งให้ค่ะ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ กรุณาฝากเบอร์ โทรศัพท์ไว้ด้วยนะคะ
- สามารถ Download Catalogue สินค้า 2012-2013 ได้ที่ http://file.gammaco.com/cattalog/CATTALOG-SCIENCE-2013-2014.rar

11

นักวิจัยเผยสามารถดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย อี.โคไล แบคทีเรียก่อโรคท้องร่วงให้สามารถผลิตเชื้อเพลิงได้ โดยแบคทีเรียจะแปลงน้ำตาลให้กลายเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้น้ำมันดีเซล และมองไกลถึงอนาคตว่าหากขยายกำลังการผลิตได้ เชื้อเพลิงสังเคราะห์นี้ก็จะเป็นทางเลือกทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
       
       งานวิจัยที่ให้ความหวังแก่ผู้ใช้น้ำมันนี้ตีพิมพ์ลงวารสารเนชันนัลอะคาเดมีออฟไซน์ส (Proceedings of the National Academy of Sciences) โดยบีบีซีนิวส์ระบุว่า ทีมวิจัยได้ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย อี.โคไล (E.coli)ให้แปลงน้ำตาลกลายเป็นน้ำมันที่เกือบจะใกล้เคียงดีเซล
       
       ศ.จอห์น เลิฟ (Prof. John Love) นักชีววิทยาสังเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเอกซ์เตอร์ (University of Exeter) กล่าวว่าแทนที่จะผลิตเชื้อเพลิงทดแทนอย่างเชื้อเพลิงชีวภาพ พวกเขาได้สร้างเชื้อเพลิงที่แทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลได้แทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้บริโภคหรือตัวแทนจำหน่ายน้ำมัน จะไม่เห็นถึงความแตกต่าง และกลายเป็รอีกส่วนหนึ่งของสายการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง
       
       ทั้งนี้ มีความพยายามผลักดันให้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลก อย่างในยุโรปตั้งเป้าใช้พลังงานจากพืชพลังงานในภาคขนส่งให้ถึง 10เปอร์เซ็น ภายในปี 2020 แต่ปัญหาคือเชื้อเพลิงเหล่านี้ไม่สามารถทำงานกับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้เต็มประสิทธิภาพ xxxส่วนของเชื้อเพลิงชีวภาพ 5-10เปอร์เซ็น จะถูกผสมเข้ากับน้ำมันปิโตรเลียมก่อนนำไปใช้ในเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ 
       
       อย่างไรก็ดี เชื้อเพลิงที่ผลิตได้จาก อี.โคไล ต่างจากเชื้อเพลิงชีวภาพ โดย ศ.เลิฟอธิบายว่าเขาและทีมได้ผลิตเชื้อเพลิงที่มีความยาวของสายโซ่โมเลกุลอย่างที่เครื่องยนต์ยุคใหม่ต้องการ ซึ่งอาจจะเรียกเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลฟอสซิลก็ได้ 
       
       ทีมนักวิจัยซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากบริษัทน้ำมันเชลล์ (Shell) และสภาวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาการชีววิทยา (Biotechnology and Biological Sciences Research Council) อังกฤษ ได้ทำให้แบคทีเรีย อี.โคไลซึ่งปกติจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน แต่เปลี่ยนเป็โมเลกุลของเชื้อเพลิงสังเคราะห์แทน โดยใช้ชีววิทยาด้านการสังเคราะห์กระตุ้นให้กลไกของเซลล์แบคทีเรียทำหน้าที่ดังกล่าว 
       
       ด้วยการกระตุ้นยีนของแบคทีเรียทำให้เรานำแบคทีเรียเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานได้ แต่ อี.โคไล ยังผลิตเชื้อเพลิงอัลเคน (alkane fuel) ไม่ได้มากนัก โดย ศ.เลิฟกล่าวว่า ต้องใช้แบคทีเรีย 100 ลิตรเพื่อผลิตเชื้อเพลิงให้ได้ 1 ช้อนชา ดังนั้น ความท้าทายของพวกเขาคือการขยายกำลังผลิต ก่อนที่จะนำไปใช้ในภาคผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งพวกเขามีกรอบเวลาในการทำงาน 3-5 ปี และยังศึกษาด้วยว่าจะเปลี่ยนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไปเป็นเชื้อเพลิงได้หรือไม่ อย่างเช่น ของเสียจากคนและสัตว์ เป็นต้น

12

    ความพยายามค้นหาดาวเคราะห์คล้ายโลกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตหรืออาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้พบโลกใหม่ที่ทั้งขนาดและระยะทางจากดาวแม่นั้นอยู่ในตำแหน่งเหมาะเจาะ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีน้ำอยู่บนดาวเคราะห์ทั้งสอง แต่ก็ยังไม่อาจบอกอะไรได้ชัดเจนนัก เพราะระยะทางที่ไกลถึง 1,200 ปีแสงนั้นเกินความสามารถในการตรวจสอบของกล้องโทรทรรศน์ในปัจจุบัน
   
   รายงานการค้นพบดังกล่าวตีพิมพ์ลงวารสารไซน์ (Science) ซึ่งนักวิจัยมองการค้นพบนี้เป็นการค้พบที่น่าตื่นเต้น โดยทางบีบีซีนิวส์รายงานความเห็นจาก บิล โบรุคกี (Bill Borucki) หัวหน้าทีมวิจัยจากโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler telescope) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ว่า และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั้งสองมีความเหมาะเจาะในเงื่อนไขที่จะเป็นดาวเคราะห์ในเขตที่สิ่งมีชีวิตน่าจะอาศัยอยู่ได้ (habitable planets) มากที่สุดเท่าที่พบมา   
   
   ทั้งนี้ นับแต่ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2009 กล้องเคปเลอร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 100 ดวง ส่วน 2 ดวงล่าสุดนี้พบอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์ 5 ดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์ซึ่งค่อนข้างมีขนาดเล็กกว่า เย็นกว่าและแก่กว่าดวงอาทิตย์ของเราที่เรียกว่า ดาวฤกษ์เคปเลอร์-62 (Kepler-62) ซึ่งหากมองขึ้นไปบนท้องจะอยู่ในตำแหน่งกลุ่มดาวพิณ (Lyra) โดยดาวเคราะห์ทั้งสองมีชื่อว่า เคปเลอร์-62อี (Kepler-62e) และ เคปเลอร์-62เอฟ (Kepler-62f)
   
   ดาวเคราะห์ใหม่นี้อาจจัดอยู่ในข่าย “ซูเปอร์เอิร์ธ” (super-Earth) เพราะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กว่าโลกของโลก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก แต่ขนาดไม่สำคัญเพราะนักวิจัยชี้ว่าทั้งคู่เป็นดาวเคราะห์กินเหมือนโลก หรือมีองค์ประกอบเกือบจะเป็นน้ำแข็งทั้งหมด และยังแสดงให้เห็นว่าเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเหมือนดาวเนปจูนและและดาวพฤหัสบดี
   
   นอกจากนี้เคปเลอร์-62อี และเคปเลอร์-62เอฟยังอยู่ในตำแหน่งพอเหมาะจากดาวแม่ ซึ่งทำให้ได้รับพลังงานในปริมาณที่พอดี ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป และบริเวณรอบๆ ดาวเคราะห์ยังจัดอยู่ใน “โซนโกลดิล็อคส์” (Goldilocks Zone) หรือเขตที่อาศัยอยู่ได้ ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าด้วยชั้นบรรยากาศที่เหมาะสม ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้ใคร่ครวญได้ว่า ดาวเคราะห์สองดวงนี้อาจจะมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ในปริมาณที่พอเพียง ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าน้ำในรูปของเหลวนั้นเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิต
   
   ด้าน ลิซา คาลเตเนกเกอร์ (Lisa Kaltenegger) ผู้เชี่ยวชาญด้านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบ (exoplanet) จากสถาบันศึกษาดาราศาสตร์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Astronomy) ในไฮเดลเบิร์ก เยฟอรมนี และสมาชิกกลุ่มวิจัยกล่าวว่า ในการแถลงถึงการเป็นแหล่งอาศัยอยู่ได้ของดาวเคราะห์นั้นมักจะเป็นการคาดคะเน อย่างเช่นกรณีของเคปเลอร์-62อี และ เคปเลอร์-62 เอฟ ทีมของเธอก็อนุมานว่าทั้งคู่เป็นดาวเคราะห์ โดยมีรัศมีของดาวเคราะห์เป็นสิ่งชี้วัด 
   
   “ขอให้เราอนุมานต่ออีกว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองมีน้ำอยู่ และมีองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลก ที่ถูกปกคลุมหนาแน่นไปด้วยไนโตรเจน และมีน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นดาวเคราะห์ทั้งสองจะมีน้ำอยู่ที่พื้นผิวได้ โดยเคปเลอร์-62เอฟจะได้รับพลังงานรังสีจากดาวแม่น้อยกว่าพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ ดังนั้น ดาวเคราะห์ดวงนี้จำเป็นต้องมีก๊าซเรือนกระจกแย่างเช่นคาร์บอนไดออกไซ์มากกว่าโลก เพื่อรักษาสภาพไม่ให้เป็นดาวน้ำแข็ง ส่วนเคปเลอร์-62อีนั้นอยู่ใกล้ดาวแม่มากกว่า และต้องการเมฆปกคลุมมากกว่าสำหรับสะท้อนพลังงานรังสีจากดาวแม่บางส่วนออกไป เพื่อให้ยังคงมีน้ำเหลวอยู่ที่พื้นผิว” คาลเตเนกเกอร์อธิบาย
   
   ตอนนี้ยังไม่มีดาวเคราะห์ดวงไหนได้รับการยืนยันว่ามีน้ำหรือสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ และยังเร็วไปสำหรับเทคโนโลยีทุกวันนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ากล้องโทรทรรศน์ในอนาคตอาจจะมองทะลุแสงอันเจิดจ้าของดาวแม่เพื่อเก็บข้อมูลแสงอันเลือนรางที่ผ่านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์เล็กๆ เหล่านั้นออกมาถึงโลก หรืออาจเป็นแสงที่สะท้อนมาจากพื้นผิวของดาวเอง อีกทั้งยังอาจทำให้เราตรวจพบสัญญาณเคมีที่สัมพันธ์กับก๊าซจำเพาะในบรรยากาศ และอาจจะเห็นไปถึงกิจกรรมบนพื้นดินของดาว ซึ่งในอดีตก็มีความพยายามจะตรวจหาเครื่องหมายของคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารสีในพืชที่มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสง
   
   ด้าน ดร.ซูซานน์ ไอเกรน (Dr.Suzanne Aigrain) อาจารย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) กล่าวว่า การทดลองภาคพื้นดินและปฏิบัติการทางอวกาศที่วางแผนไว้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น จะให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดมากขึ้น เกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลๆ คล้ายกับดาวเคราะห์ที่ทีมกล้องเคปเลอร์ประกาศ โดยนักดาราศาสตร์ต้องการชี้ชัดถึงมวลของดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กล้องเคปเลอร์ไม่สามารถระบุได้ชัด และเก็บข้อมูลรัศมี ระบุลักษณะของระบบดาวและดาวเคราะห์แต่ให้ได้ละเอียดมากกว่านี้ รวมทั้งเก็บข้อมูลองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศด้วย
   
   ระหว่างนี้กล้องเคปเลอร์ก็ทำหน้าที่นับจำนวนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะต่อไป โดยกล้องยังติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีเคยมีการส่งกล้องโทรทรรศน์ขึ้นไปในอวกาศ และวัดการมีอยู่ของดาวเคราะห์โดยการมองหาเงาน้อยๆ ที่เป็นผลจากการที่ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ตัดหน้าดาวฤกษ์ในระบบ

13

นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการอุณหภูมิที่ใจกลางโลกว่าเป็น 6,000 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อ 20 ปีก่อนถึง 1,000 องศาเซลเซียส
และการวัดครั้งนี้ยังเป็นการยืนยันแบบจำลองสภาพภายในของโลกที่อุณหภูมิบริเวณใจกลางกับชั้นแมนเทิลที่อยู่บนนั้นน่าจะต่างกันอย่างน้อย 1,500 องศาเซลเซียส และเป็นสาเหตุของการเกิดสนามแม่เหล็กของโลก
ผลงานการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์จากฝรั่งเศสครั้งนี้ ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Science แล้ว
ใจกลางของโลกนั้นประกอบไปด้วยเหล็กในสภาพเหลวที่อุณหภูมิสูงกว่า 4,000 องศาเซลเซียส ความกดดันมากกว่า 1.3 ล้านบรรยากาศ ในสภาวะเช่นนี้ เหล็กจะเป็นของเหลวคล้ายน้ำในมหาสมุทร จะมีเพียงส่วนใจกลางของโลกมากจริงๆเท่านั้นที่เหล็กจะแข็งตัวกลายเป็นของแข็งซึ่งก็มาจากอุณหภูมิและความดันที่สูงมากนั่นเอง
นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์คลื่นแผ่นดินไหวจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบนโลก จนกระทั่งได้ข้อมูลของใจกลางโลกส่วนที่เป็นของแข็งและของเหลว ตลอดทั้งยังได้ข้อมูลความกดดันที่อยู่ในใจกลางของโลกระดับลึกๆด้วย อย่างไรก็ตาม คลื่นแผ่นดินไหวเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิแต่อย่างใด ทั้งที่อุณหภูมิเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของสสารที่อยู่ภายในใจกลางของเหลวและชั้นแมนเทิลแข็งที่อยู่ด้านบน นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของชั้นแมนเทิลและใจกลางก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวจากการที่มีความแตกต่างอุณหภูมิอย่างสูงพร้อมกับเกิดการหมุนรอบตัวเองของโลก ยังผลมาสู่การสร้างสนามแม่เหล็กของโลก
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาการหลอมเหลวของเหล็กที่อุณหภูมิและความดันสูงๆ โดยทำการเปลี่ยนความดันไปเรื่อยๆในห้องทดลอง เพื่อจะได้เห็นภาพของอุณหภูมิใจกลางของโลกมากยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนความดันนี้สามารถทำได้ถึงระดับหลายล้านบรรยากาศ และทำการเปลี่ยนอุณหภูมิโดยการฉายแสงเลเซอร์ ซึ่งสามารถทำได้สูงถึง 4,000-5,000 องศาเซลเซียส
"ในทางปฏิบัติ เราจะต้องเอาชนะความท้าทายในการทดลองต่างๆให้ได้ เช่นว่า เหล็กจะต้องร้อนและห้ามทำปฏิกิริยาใดๆกับสิ่งแวดล้อม และแม้ว่าตัวอย่างจะร้อนถึงอุณหภูมิที่ยิ่งยวดและมีความดันใกล้กับศูนย์กลางของโลกแล้ว มันจะอยู่ในสภาพเหล่านี้เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ช่วงเวลาสั้นๆเหล่านี้แหละที่เป็นโจทย์ที่ยากต่อการศึกษาของเราว่ามันจะเริ่มหลอมเหลวหรือไม่หรือยังเป็นของแข็งอยู่" อาเญส เดเวเล่ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเผย
"เราได้พัฒนาเทคนิคใหม่ที่จะใส่รังสีเอ็กซ์เรย์จากซิงโครตรอนไปที่ตัวอย่างได้ และบอกได้ว่ามันเป็นของแข็งหรือของเหลวหรือหลอมเหลวเพียงบางส่วน แม้จะมีระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่วินาทีเดียว โดยเราใช้กระบวนการที่เรียกว่า การเลี้ยวเบน และกระบวนการนี้ก็ใช้เวลาสั้นเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิและความดันไม่เปลี่ยนแปลง และไม่เกิดปฏิกิริยาเคมีใดๆด้วย" โมฮัมเหม็ด เมซูอาร์ นักวิจัยเผย
จากการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า การจุดหลอมเหลวของเหล็กอยู่ที่ 4,800 องศาเซลเซียส ณ ความดัน 2.2 ล้านบรรยากาศ จากนั้นก็ทำการประมาณว่า ที่ความดัน 3.3 ล้านบรรยากาศ อุณหภูมิที่บริเวณรอยต่อของเหลวและของแข็งน่าจะอยู่ที่ 6,000 องศาเซลเซียส บวกลบไม่เกิน 500 องศาเซลเซียส ซึ่งการประมาณอาจจะมีข้อผิดพลาดได้หากเกิดกรณีที่เหล็กจะไปอยู่ในสถานะการเปลี่ยนเฟสที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยทราบมาก่อน

14

ภาวิช” เตรียมเข้าพบ “ธาริต” 3 พ.ค.นี้ หารือกำจัดพวกทำธุรกิจรับจ้างทำผลงานวิชาการ เผยล่าสุดพบถึงขั้นเปิดรับจ้างทำดุษฎีนิพนธ์ ป.เอก ทุกหลักสูตร รับทำทั่วประเทศประกาศผ่านเว็บไซต์ แถมลามไปถึงรับจ้างทำผลงานประเมินวิทยฐานะแค่ยอมจ่ายหัวละ 2 แสน ชี้เป็นอาชญากรรมทางการศึกษา ขณะที่ต่างประเทศไม่มีเรื่องแบบนี้
       
       ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการรับจ้างทำรับทำดุษฎีนิพนธ์ ของปริญญาเอก ทุกสาขาวิชา มีการรับบริการทำทั่วประเทศ ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ www.researchthailand.com ซึ่งเมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ดังกล่าวจะพบรายละเอียด ทั้งช่องทางติดต่อผู้รับจ้าง ซึ่งอ้างชื่อว่าเป็นหัวหน้าทีมวิจัย หลักสูตรระดับดุษฎี บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่รับทำ ทั้งยังมีข้อความเชิงการันตีคุณภาพผลงานที่รับจ้าง อาทิ ทีมงานเราประกอบไปด้วยอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาเอกหลากหลายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมมีผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า 10 ท่าน ซึ่งมีประสบการณ์ในงานวิจัยมากกว่า 20 ปี เป็นต้น
       
       นอกจากนี้ยังพบข้อความเชิงอวดโอ้ อาทิ มีคนรับทำหลายรายที่อยู่ได้ไม่นานก็หายไป เพราะทำไม่ได้ แต่เราอยู่มานานแล้ว บางรายที่ปฏิเสธเราไป สุดท้ายก็ต้องนำงานมาให้เราทำ หลังจากที่ให้เจ้าอื่นทำแล้วได้รับงานที่แย่มากๆ เจ้าอื่นทำไม่ได้ลูกค้าก็มักส่งให้เราทำเสมอ ไม่ดีจริงไม่อยู่จนป่านนี้ และอยู่แบบยั่งยืนมาหลายปีแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ เรารับงานมามากกว่าหนึ่งพันเรื่องแล้ว ราคาเหมาะสมกับงานและความสำเร็จ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังพบสโลแกนของเว็บไซต์ว่า “ให้เราช่วยคุณ เพื่อความสำเร็จที่เร็วยิ่งขึ้น ค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากับความสำเร็จ”
 
 
       “ที่จริงๆ การรับจ้างทำผลงานวิชาการในรูปแบบต่างๆมีและรู้มานานแล้ว เริ่มจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทก่อน แล้วขยับล่างเป็นสารนิพนธ์ของปริญญาตรี ขยับบนเป็นดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอก ขณะที่ร้านรับทำผลงานดังกล่าวก็มีพัฒนาการ จากแรกๆ แค่รับพิมพ์ผลงานจากต้นฉบับก่อน พอพิมพ์ไปมากๆ ก็มีผลงานวิชาการมากจนเป็นฐานข้อมูลผลงานวิชาการ ต่อมาเกิดการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลโยงใยกันทั่วประเทศ จนปัจจุบันหากอยากได้ผลงานแบบใดก็สามารถชี้เอาได้เลย อย่างหัวข้อนี้ 50,000 บาท หัวข้อนี้ 100,000 บาท หรือเท่าไหร่ ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวยังขยายวงไปถึงการรับจ้างทำผลงานวิชาการ เพื่อไปประเมินให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะครู มีข้อมูลว่าเก็บหัวละ 200,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางการศึกษา” ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิชกล่าว
       
       ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ในวันที่ 3 พ.ค.นี้ ตนจะเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อขอให้ดีเอสไอช่วยตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศไม่ค่อยพบว่ามีการรับจ้างทำผลงานวิชาการมากเหมือนบ้านเรา ซึ่งอาจเป็นเพราะค่านิยมคนไทยที่มองการเรียนรู้คือภาระ ส่วนคนต่างประเทศมองว่าเป็นกำไรชีวิต อย่างไรก็ตาม เราจะใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มรับจ้างทำผลงานวิชาการเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นกฎหมายอะไรบ้างก็ต้องไปคุยกับดีเอสไอก่อน ขณะเดียวกันก็รอร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ..... ที่จะใส่ว่าการกระทำอย่างนี้ว่าเป็นความผิด และกำลังดูว่าจะกำหนดบทลงโทษได้หรือไม่ กับทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิสิต/นักศึกษา ผู้รับจ้าง และมหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนมหาวิทยาลัยที่มีความผิดเพราะไม่ดูแล โดยคาดว่าคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ชุดใหม่ ที่อยู่ในช่วงเสนอรายชื่อให้ รมว.ศธ.พิจารณา น่าจะมาขับเคลื่อนในเรื่องนี้

15

ความคืบหน้าในการตรวจสอบการทุจริต ที่ล่าสุดคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยของ สพฐ.ไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยพบว่าการสืบสวนที่ผ่านมาคืบหน้าไปหลายส่วน มีพยานหลายปาก ยืนยันว่ามีเหตุทุจริตเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ดังนี้

นาย ธ. ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ระบุว่า "เคยสอบรับราชการครูมาแล้ว 8 ครั้ง ได้รับการขึ้นบัญชีไว้แต่ไม่ได้รับการเรียกเข้าบรรจุ เมื่อมีการเปิดสอบคัดเลือกครั้งนี้ จึงต้องการจะสมัครและอยากสอบได้เสียที จึงไปพูดคุยกับ พี่ ต. ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ และเป็นน้องสาวของ พี่ ข. พนักงานราชการในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.ชัยภูมิ โดยพี่ ข. โทร.มาหาแจ้งว่ารู้จักกับนาย จ. ซึ่งติดต่อมาว่ามีใครต้องการสอบได้บ้าง และให้เบอร์โทรศัพท์ของพยานไป จากนั้นเดือนพฤศจิกายน 2555 นาย จ. โทร.มาหา บอกว่าหากต้องการสอบได้มีค่าใช้จ่าย 400,000 บาท มีการต่อรองเหลือ 370,000 บาท โดยนาย จ.แจ้งให้ไปสมัครที่นครปฐม ขต 1 บอกให้ทำตามอย่างเดียวอย่าถามใดๆ

"ต่อมาวันที่ 8-9 ธันวาคม 2555 จึงไปสมัครตามที่นาย จ. บอก โดยนาย จ. แจ้งให้พยานโอนเงิน 7,000 บาท เป็นค่าดำเนินการ จึงโอนเงินเข้าบัญชีตามที่นาย จ. แจ้งไว้ โดยโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2555 นาย จ. โทร.มาหาให้ไปสมัครที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 เพราะได้ตกลงกับนายเรียบร้อยแล้ว ว่าต้องการผู้ช่วย 2 คน จึงเดินทางไปสมัครในวันที่ 12 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร

"จากนั้นต้นเดือนมกราคม 2556 นาย จ. โทร.มาหาให้นำบัตรประจำตัวผู้สอบไปที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ โดยนาย จ. เดินทางมาพบเวลา 07.00 น. เป็นชายรูปร่างอ้วน ผิวขาว สูง 165-170 เซนติเมตร อายุ 40-45 ปี โครงหน้าเหลี่ยม ผมสั้นรองทรง ตาสองชั้น พูดภาษาอีสาน ขับรถยนต์วอลโว่รุ่นเก่า สีกรมท่า จึงมอบบัตรประจำตัวสอบให้นาย จ. ไป ต่อมาอีก 2-3 วัน นาย จ. โทร.มาบอกให้ไปสอบที่ จ.นครปฐม

"ในการสอบเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 มีการทุจริต โดยพยานทราบก่อนจะไปสอบที่ จ.นครปฐม นาย จ.โทร.มาบอกให้เดินทางไป จ.ขอนแก่น ไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง โดยเดินทางไปถึงวันที่ 10 มกราคม 2556 และเช้าวันที่ 11 มกราคม 2556 นาย จ.จ้างรถตู้มารับพยานกับบุคคลอื่นรวม 12 คน พาไปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง เข้าไปในห้องประชุมบรรจุคนได้ 200 คน มีรถตู้มาส่งหลายคัน หลายเที่ยว มีคนเข้ามาหลายร้อยคน มีการจัดให้คนเข้าประชุมครั้งละ 50 คน พบนาย จ.ทำหน้าที่แจ้งวิธีการทำข้อสอบ มี 2 วิธี คือ

"1.ท่องเฉลยข้อสอบ 2.ใช้เครื่องมือ โดยนาย จ. สอนวิธีใช้เครื่องมือเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ในวันสอบให้เก็บไว้ในที่ลับ (กางเกงใน) วิธีการคือ สั่นยาว 2 ครั้ง หมายถึงเตรียมตัว หลังจากนั้นจะเป็นคำตอบแต่ละข้อเรียงกันไป หากสั่นสั้น 1 ครั้ง หมายถึงข้อ ก. สั่นสั้น 2 ครั้ง หมายถึงข้อ ข. สั่นสั้น 3 ครั้ง หมายถึงข้อ ค. สั่นสั้น 4 ครั้ง หมายถึงข้อ ง. สั่นสั้น 5 ครั้ง หมายถึงข้อ จ. โดยข้อสอบเช้ามี 2 ชุด บ่าย 2 ชุด ชุดละ 50 ข้อ การสอนวิธีการสั่นจะเสร็จใน 4 นาทีต่อข้อสอบ 1 ชุด จากนั้นจะมีการทบทวนให้โดยมีสัญญาณเตือนสั่นยาว 1 ครั้ง

"เมื่อฝึกการใช้เครื่องเสร็จรถตู้ได้พาพยานกลับไปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง เพื่อรอรับเครื่อง กระทั่งเวลา 22.00 น. นาย จ.นำโทรศัพท์มามอบให้พยาน จากนั้นจึงเดินทางกลับ จ.ชัยภูมิ และออกเดินทางต่อโดยรถทัวร์ไป จ.นครปฐม ในช่วงเช้ามืดวันที่ 12 มกราคม 2556 จากนั้นเวลา 02.00 น. วันที่ 12 มกราคม 2556 นาย จ.โทร.หาพยานเพื่อแจ้งเฉลยข้อสอบให้จดทีละข้อ แต่ในวันสอบพยานใช้วิธีการท่องจำเฉลยโดยไม่ได้นำเครื่องโทรศัพท์เข้าไป..."

ขณะที่ นาย ว. ระบุว่าสอบบรรจุครูผู้ช่วยมาแล้ว 7-8 ครั้ง ในครั้งนี้จากการพูดคุยกับเพื่อนๆ ครู บอกต่อกันว่ามีตัวบุคคลกำหนดให้สอบได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจไปสมัครสอบ แต่ก่อนวันปิดรับสมัคร 1 วัน เช้าวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ได้รับการติดต่อจากนาย พ. ซึ่งเป็นพนักงานราชการใน จ.ขอนแก่น รูปร่างท้วม ผิวขาว สูง 160 เซนติเมตร หน้าผากเถิก อายุ 30 ปีเศษ แจ้งว่าถ้าสนใจจะสอบเป็นครูผู้ช่วย มีทางช่วยได้แต่ต้องจ่ายเงิน 400,000 บาท โดยต้องจ่ายล่วงหน้า 200,000 บาท เมื่อสอบได้แล้วจ่ายเพิ่มอีก 200,000 บาท จึงตกลง แต่แจ้งว่าไม่มีเงินจ่ายล่วงหน้า 200,000 บาท ขอเวลาไปหาเงินก่อน นาย พ.ตกลงให้พยานไปสมัครสอบที่ไหนก็ได้ พยานจึงเลือกไปสมัครสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น 3 โดยไปสมัครในวันที่ 11 ธันวาคม 2555

"ต่อมาไปทำสัญญาxxx้เงินนอกระบบเพื่อนำมาให้นาย พ. ตามที่ตกลงกัน แต่ยังไม่ได้เงินมา ซึ่งพยานได้ผ่อนผันนาย พ.ตลอดมา จนสุดท้ายเมื่อใกล้วันสอบพยานได้บอกนาย พ.ว่าจะจ่ายให้เต็มจำนวนเมื่อสอบได้ ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2556 เวลา 19.00-20.00 น. นาย พ.ส่งเฉลยข้อสอบให้พยานทางเอสเอ็มเอส มาที่โทรศัพท์ มีลักษณะเป็นเฉลยข้อสอบเรียงข้อ ก/ค/จ ในข้อความบอกด้วยว่าเป็นเฉลยข้อสอบชุดใด ส่งมาครั้งละประมาณ 10-20 ข้อ

"พอขึ้นข้อสอบชุดใหม่ จะแจ้งและเฉลยข้อสอบมาเป็นข้อเช่นเดิม ส่งมาหลายครั้งจนครบทุกชุดทุกข้อ โดยข้อความทั้งหมดส่งเสร็จสิ้นในคืนนั้น จึงท่องเฉลยข้อสอบและเข้าสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น 3 ในเช้าวันที่ 13 มกราคม 2556 โดยพยานจำไม่ได้ทั้งหมด จำได้ประมาณ 30-40 ข้อ และเมื่อถึงเวลาพักระหว่างการสอบ ได้ท่องเฉลยไปตอบในวิชาถัดไปทำอย่างนี้จนครบ 4 วิชา

"ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2556 มีการประกาศผลสอบ พยานไม่ผ่านการสอบ วันที่ 29 มกราคม 2556 นาย พ.โทร.มาหา ต่อว่าพยานว่าโง่ แย่มาก ให้เฉลยมาดูก่อนสอบแล้วยังสอบไม่ได้ จึงถามกลับไปว่าไหนรับปากว่าจะได้ ทำไมไม่ได้ นาย พ.ตอบว่า คุณทำไม่ได้เอง จากนั้นไม่ได้ติดต่อกับนาย พ.อีกเลย กระทั่งมีข่าวเรื่องการทุจริตการสอบครูผู้ช่วย จึงติดต่อหานาย พ.อีก แต่ติดต่อไม่ได้ โดยพยานไปขอยกเลิกสัญญาxxx้ยืมเงินที่ทำไว้..."

รวมถึง น.ส. ว. ครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ระบุว่าสอบครูผู้ช่วยที่เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 มีอัตราว่าง 3 ตำแหน่ง ได้รับการติดต่อเพื่อช่วยเหลือจากแม่สามี ที่รู้จักกับนาย พ. ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา โดยนาย พ.โทร.มาถามว่าต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยได้หรือไม่ พยานตอบว่าต้องการสอบได้ จากนั้น นาย พ. ประสานกับ นาย อ. ซึ่งไม่รู้จักมาก่อน และทราบว่ามีค่าใช้จ่าย 600,000 บาท บอกว่าให้จ่ายครึ่งหนึ่งก่อนได้ พยานบอกว่าไม่มีเงิน นายพ.บอกว่าจะประสานนาย อ.ก่อน

"ต่อมานาย พ. บอกว่ามีเท่าไหร่ก็เอามาให้ก่อน พยานจ่ายได้ 100,000 บาท โดยขอยืมเงินจากแม่สามี วันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 14.00 น. พยานพร้อม นาย พ. และสองสามีภรรยาซึ่งเป็นเพื่อนแม่สามี นำเงินไปที่บ้านนาย อ. ที่ จ.นครราชสีมา โดยนำเงินวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งนาย อ. เก็บเงินไป และขอเบอร์โทรศัพท์ไป โดยบอกว่าจะติวแบบไหนเดี๋ยวว่ากัน จากนั้นจึงเดินทางกลับ ทั้งนี้ ทราบว่า นาย อ. เป็น อ.ก.ค.ศ.ด้วย ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2556 เดินทางไปดูสถานที่สอบที่ อ.จักราช เขต 2 จากนั้นเวลา 19.00 น. ได้ไปที่บ้านของนาย อ. มีคนอื่นอีก 7-8 คน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพยาน เหมือนกับคนที่จะเข้าสอบบรรจุครูผู้ช่วย เห็นบุคคลดังกล่าวถือกระดาษขนาดเอ 4 ออกไป

"สำหรับพยาน นาย อ.เรียกไปนั่งที่โต๊ะ ซึ่งเป็นโต๊ะที่พยานมอบเงินให้ โดยนาย อ.ให้กระดาษเอ 4 ดู มีตัวเลขพิมพ์ไว้ แบ่งเป็นรายวิชา และให้คัดลอกตัวเลขไป จากนั้นวันที่ 13 มกราคม 2556 พยานเข้าสอบทุกวิชา โดยท่องจำตัวเลขจากที่ได้จดมา..."

หน้า: [1] 2 3